fbpx
หน้าแรก บล็อก

ยูทูปเบอร์ต้องรู้! เทรนด์ YouTube ไทยในปี 2564

0
ยูทูปเบอร์ต้องรู้! เทรนด์ YouTube ไทยในปี 2564

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา ผู้คนมากมายหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเพื่อการทำงาน ชีวิตส่วนตัว หรือ ความบันเทิง และเมื่อพูดถึงแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยมีความผูกพันกับคอนเทนต์บน YouTube เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างแรงบันดาลใจ และความสุขให้คนไทย ส่งผลให้ YouTube มีความสำคัญต่อชีวิตคนไทยเป็นอย่างมาก

Watch time growth YouTube TH 2021

คนไทยใช้เวลารับชมวิดีโอบน YouTube มากขึ้น

คนไทยใช้ YouTube เพื่อเชื่อมต่อกับโลก ปลุกพลังการเรียนรู้ในตัวเอง พัฒนาทักษะใหม่ๆ และสร้างความสุขทั้งกายและใจ และในปี 2564 ที่ผ่านมาคนไทยรับชมวิดีโอบน YouTube มากขึ้นในหลากหลายหมวดหมู่

gold and silver channel

ความหลากหลายของคอนเทนต์และครีเอทีฟที่มากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากการรับชมวิดีโอที่เพิ่มขึ้นของคนไทย จำนวนชั่วโมงของคอนเทนต์ที่ถูกอัพโหลดบน YouTube ก็เพิ่มขึ้นถึง 80% และเราได้เห็นความหลากหลายของคอนเทนต์และครีเอทีฟที่มากขึ้นกว่าเดิมบน YouTube ทั้งจากครีเอเตอร์ที่มีแนวทางในการนำเสนอคอนเทนต์แบบใหม่ๆ หรือ ครีเอเตอร์หน้าใหม่ที่พยายามปรับตัวเข้าหาเทรนด์การรับชมวิดีโอที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ช่องบน YouTube มากมายสามารถเติบโต และเพิ่มจำนวนผู้ติดตามได้อย่างล้นหลาม

YouTube ช่วยให้แบรนด์สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ

เมื่อนักการตลาดหันมาใช้ YouTube เพื่อเข้าถึงคนจำนวนมากอย่างมีประสิทธิภาพ (efficient reach) พวกเขาได้เห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน จากการวิเคราะห์ผลการลงโฆษณาในสื่อผสมหลากหลายแบบ (cross media reach report) นักการตลาดสามารถใช้ TV in Reach Planner วางแผนแคมเปญให้เข้าถึงคนได้มากที่สุดด้วยงบประมาณที่มีอยู่ ในปัจจุบันที่ผู้บริโภคเสพสื่อหลายช่องทางในชีวิตประจำวัน นักการตลาดควรหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ automation เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นการทำแคมเปญผ่านโซลูชั่น Performance Max ซึ่งนำเอา automation เข้ามาช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ บนพื้นที่โฆษณาของ Google ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบน YouTube, Display, Search, Discover และอื่นๆ ภายใต้แคมเปญเดียวกัน (one unified campaign)

YouTube ทำให้การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เพิ่มขึ้น 40% จากทีวี
ตัวอย่างเช่น NIVEA ประเทศไทยที่ได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาด โดยหันมาใช้ YouTube ควบคู่กับทีวี เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและได้รับผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีเยี่ยม

NIVEA quote
เพื่อให้การวางแผนการใช้ YouTube ร่วมกับทีวีได้ประสิทธิภาพสูงสุด นักการตลาดสามารถใช้ TV in Reach Planner วางแผนแคมเปญให้เข้าถึงคนได้มากที่สุดด้วยงบประมาณที่มีอยู่

การเข้าถึงผู้ชมอย่างมีประสิทธิภาพและการให้ประสบการณ์การรับชมโฆษณาที่ตรงความต้องการไม่เพียงแต่สร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ แต่ยังช่วยให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจอีกด้วย ในการศึกษา Market Mix Modelling ที่ Google จัดทำร่วมกับ Nielsen แสดงให้เห็นว่า YouTube สามารถสร้าง incremental sales per impression ได้มากกว่าทีวีและให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่สูงกว่าทีวี

นักการตลาดสามารถใช้ TV in Reach Planner วางแผนแคมเปญให้เข้าถึงคนได้มากที่สุดด้วยงบประมาณที่มีอยู่
ในปัจจุบันที่ผู้บริโภคเสพสื่อหลายช่องทางในชีวิตประจำวัน นักการตลาดควรหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ automation เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นการทำแคมเปญผ่านโซลูชั่น Performance Max ซึ่งนำเอา automation เข้ามาช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ บนพื้นที่โฆษณาของ Google ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบน YouTube, Display, Search, Discover และอื่นๆ ภายใต้แคมเปญเดียวกัน (one unified campaign)

KTC quote

ยกตัวอย่างเช่น Krungthai Card ที่มีเป้าหมายในการหา Lead ที่มีคุณภาพ และเลือกใช้ Performance Max เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : ThinkWithGoogle

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @inDigital ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : INdigital การตลาดออนไลน์

โอกาสพิชิตยอดขาย บน TikTok ในเทศกาล Mega Sales

0
โอกาสพิชิตยอดขาย บน TikTok ในเทศกาล Mega Sales

ข้อมูลจาก TikTok ระบุว่า เทรนด์ใหม่ของนักช้อปออนไลน์ยุคนี้ คือ การได้รับประสบการณ์แห่งความสุขระหว่างการซื้อสินค้า หรือที่เรียกว่า “Shoppertainment” มาจากคำว่า “Shopping + Entertainment” เท่ากับว่า โปรโมชั่น โค้ดส่วนลด จัดส่งฟรี ไม่ใช่ดีลที่ดีพอ แต่จำเป็นต้องเติม “ความสนุก” เพื่อเพิ่ม “ความสุข” ให้กับการช้อปด้วย ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่แบรนด์และนักการตลาดต้องให้ความสำคัญ ซึ่งข้อมูลจาก TikTok พบว่า 2 ใน 5 ของผู้ใช้ TikTok มีการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกดีขึ้น, 1 ใน 3 อยากให้การช้อปปิ้งมีความบันเทิงผสมอยู่ด้วยมากกว่านี้ และกว่า 70% ของผู้ใช้ รอคอยและตื่นเต้นกับเทศกาล Mega Sales เมื่อแบรนด์อยากให้ลูกค้ามีการจับจ่ายเพิ่ม ก็ต้องเพิ่มน่าความสนใจให้กับสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากขึ้น ดังนั้นหัวใจสำคัญของเทรนด์ Shoppertainment คือ “ความสุขของประสบการณ์ขณะจับจ่าย” แล้วประสบการณ์แบบไหนจะช่วยกระตุ้นอะดรีนาลีนของนักช้อปได้ดีเท่ากับเทศกาล Mega Sales นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจาก AC Nielsen ช่วยยืนยันความสำเร็จในการเลือกทำการตลาดบน TikTok ได้อย่างดีว่า คอนเทนท์วิดีโอสั้นเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อในกลุ่มนักช้อปออนไลน์ได้ โดย 83% ของผู้ใช้ TikTok ชื่นชอบการชมคอนเทนท์วิดีโอจากแบรนด์มากกว่าภาพนิ่งหรือ GIFs, 84% บอกว่าเกิดความอยากซื้อสินค้าเมื่อได้ชมวิดีโอจากแบรนด์บน TikTok, 79% ซื้อสินค้าจากแบรนด์ใหม่แทนที่จะซื้อสินค้าจากแบรนด์เดิม และ 58% มีการซื้อสินค้าโดยที่ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า

Unlock Mega Success this Mega Sales Season with TikTok

ยิ่งการแข่งขันสูงลูกค้าก็ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้น การตลาดประเภทซื้อ 1 แถม 1 หรือแจกโค้ดส่วนลดที่เห็นทุกวันไม่สามารถกระตุ้นอะดรีนาลีนนักช้อปให้ยอมจ่ายทันทีที่เห็นได้อีกต่อไป จนกระทั่งมีเทศกาล Mega Sales เกิดขึ้น ซึ่ง Double Digit Sales กลายเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับตลาดอีคอมเมิร์ซตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้าสู่วันที่ 9.9, 10.10, 11.11 และ 12.12 ในยุคแรกความน่าตื่นเต้นเป็นเรื่องดีลที่ทุกแบรนด์พร้อมใจกันปล่อย The Best Deals พร้อมกับประโยคที่นักการตลาดรู้ดีว่าจะกระตุ้นการซื้อได้เร็วยิ่งขึ้น คือ “วันเดียวเท่านั้น!” ยิ่งทำให้นักช้อปเต็มใจจ่ายให้กับดีลที่จะไม่ยอมพลาดและต้องการคว้าโอกาสเป็นเจ้าของสินค้าราคาพิเศษที่เล็งมานาน นั่นทำให้บรรยากาศการช้อปปิ้งในเทศกาลนี้คึกคักและกระตุ้นการใช้จ่ายมากกว่าช่วงเวลาปกติ Mega Sales จึงเป็นโอกาสทองที่แบรนด์ต่างๆ ต้องงัดกลยุทธ์มาสร้างยอดขาย ในเมื่อโปรโมชั่นลดสูงสุด 90% แบรนด์ไหนก็ให้ได้ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างได้ คือ ประสบการณ์ความสุขขณะจับจ่ายหรือ Shoppertainment นั่นเอง

เทศกาล Mega Sales ผู้ใช้ TikTok มีการจับจ่ายสูงกว่าผู้ใช้ของแพลตฟอร์มอื่นๆ ถึง 62% “Mega Sales คือ ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยและเป็นโอกาสสำคัญของแบรนด์ในการสร้างยอดขายและตอบโจทย์พฤติกรรมนักช้อปที่นอกจากต้องการดีลที่ดีที่สุดแล้ว ความสุขที่เกิดขึ้นบน TikTok เกิดขึ้นจาก 3 ส่วน นั่นคือ

Joy of Discovery: ความสุขที่มาจากการค้นพบแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบคอนเทนท์วิดีโอสั้นที่เกี่ยวกับแบรนด์และคอนเทนท์นั้นๆ ดูสนุกและน่าติดตาม

Joy of Entertainment: ความสุขผ่านความบันเทิงและการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ในรูปแบบที่หลากหลายตั้งแต่ Hashtag Campaign, Branded Effect, Gamification ไปจนถึง Live Streaming

Joy of Community Commerce: ความสุขผ่านชุมชนที่จะช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย